เจ้าสาวหมวยอินเตอร์ที่สวย สง่า อ่อนหวานและไฮแฟชั่น กับ ชุดยกน้ำชาปี 2018

เจ้าสาวหมวยอินเตอร์ที่สวย สง่า อ่อนหวานและไฮแฟชั่น กับ ชุดยกน้ำชาปี 2018

สลัดภาพเจ้าสาวเชื้อสายจีนนุ่งกี่เพ้าคอปีนแบบเดิมไปก่อน เพราะ 3 แบรนด์ชุดแต่งงานเรียบแต่หรู ชิคและเก๋ที่สุดในตอนนี้ เขาดีไซน์ชุดยกน้ำชาได้ตามแบบที่เจ้าสาวต้องการ ดึงคาแรกเตอร์ของเจ้าสาวออกมาได้ครบโดยที่ยังคงความเหมาะสมกับท่วงท่าในระหว่างการทำพิธียกน้ำชาได้อย่างดี HappyWedding.life จะพาไปดูว่าแต่ละแบรนด์จะมีซิกเนเจอร์ของชุดยกน้ำชาที่ตรงกับความเป็นคุณหรือไม่ ไปดูกันค่ะ

Vanus Couture
วนัช กูตูร์ ห้องเสื้อที่มีรางวัลที่สุดของชุดไทยเจ้าสาวแห่งปี 2017 คงการันตีได้ถึงความเป็นชุดแต่งงานที่งานดีงานเนี๊ยบ แต่ใช่ว่า วนัช กูตูร์จะเก่งการเรื่องการตัดเย็บชุดไทยอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเข้าไปดูผลงานที่ผ่านมาจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่งงานที่ออกแบบตัดเย็บระดับโอว์กูตูร์ก็สามารถออกแบบให้คุณเป็นเจ้าสาวในลุคสวยหวานหรือเจ้าสาวเรียบหรูได้เช่นกัน และที่เราไม่อยากให้คุณมองข้ามคือ คอลเลกชั่นชุดยกน้ำชา ที่เน้นความเป็นเจ้าสาวยุคใหม่ที่ต้องการความโดดเด่นและเรียบโก้ แฝงด้วยความเซ็กซี่แบบพอเหมาะพอดี ดึงความสดใสแต่ก็ยังคงความเหมาะสมของงานพิธีได้อย่างครบถ้วน  

Jirayu Art Couture
เพราะ Jirayu Art Couture เชื่อว่าเจ้าสาวทุกคนมีความหวานซ่อนอยู่ในตัว ถึงแม้ว่าชุดแต่งงานที่ออกแบบจะมีความเรียบหรู ดูโก้ มินิมอลแค่ไหน แต่จะต้องมีซิกเนเจอร์ดีเทลสุดละเอียดอ่อนในแบบของ Jirayu Art Couture ซ่อนอยู่ อย่างชุดยกน้ำชาก็เช่นกัน จิรายุสามารถผสมกลมกลืนระหว่างด้วยการนำลูกไม้ฝรั่งเศสสีแดงบวกกับเทคนิคมูลาจ และงานออกแบบชุดมาช่วยเสริมให้เจ้าสาวดูสง่างามในชุดสีแดงอันทรงพลัง คุณจะกลายเป็นเจ้าสาวเชื้อสายจีนที่ดูทันสมัย อ่อนหวาน และสง่างามอยู่ในคนเดียวกัน

Eternity Wedding
แบรนด์ชุดแต่งงานโดยดีไซเนอร์คนรุ่นใหม่ที่จะทำให้คุณกลายเป็นเจ้าสาวไฮแฟชั่นไม่ว่าจะอยู่ในชุดแต่งงาน ชุดไทย หรือชุดยกน้ำชา นอกจากงานดีไซน์ที่เน้นชุดที่ออกแบบจะต้องดึงคาแรกเตอร์เจ้าสาวออกมาให้ได้มากที่สุด Eternity Wedding ยังให้ความสำคัญกับการเลือกผ้าในการตัดเย็บ จะต้องเป็นผ้านำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น เช่น ชุดยกน้ำชาที่เลือกใช้ผ้าไหมมิคคาโด้ใส่ดีเทลไปที่การปักลวดลายลงบนผ้าให้ดูเป็นเจ้าสาวที่ทันสมัยขึ้น ที่สำคัญตัดชุดยกน้ำชากับที่นี่เขาฟรีเครื่องประดับชุดใหญ่ให้ยืมใส่ในวันแต่งงานด้วยนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.happywedding.life

คฤหาสน์สุดหรู สถานที่จัดงานแต่งงาน @Villa De Bua

คฤหาสน์สุดหรู สถานที่จัดงานแต่งงาน @Villa De Bua

ถ้าจะแต่งงาน เราก้ต้องนึกถึง สถานที่จัดงานแต่งงาน ใช่มั้ยละคะ ว่าแต่สถานที่ไหนจะเหมาะสมไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว  Villa De Bua

คฤหาสน์สไตล์โคโลเนียลหลังงาม ที่จะกลายเป็นบ้านและสถานที่จัดงานแต่งงานของคุณโดยสมบูรณ์ ไอเดียเริ่มต้นของคุณก้อง พีรภัทร ฉันทะกุล – เจ้าของและผู้บริหาร Villa De Bua สถานที่จัดงานแต่งงานแห่งใหม่ ที่ Happy Wedding.life ได้เข้าไปทำความรู้จัก แค่เพียงก้าวแรก ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความคลาสสิค และบรรยากาศแสนอบอุ่นเป็นกันเอง จากเจ้าของคฤหาสน์ที่ใส่ใจรายละเอียดในทุกซอกมุม ทุกลายแกะสลัก ลูกบิดประตูทุกบาน ผ่านการรีเสิร์ชและค้นหาวัสดุที่จะตอบโจทย์ให้บ้านหลังนี้ เป็น ‘บ้าน’ ของบ่าวสาวอย่างแท้จริง

“ผมเบื่อห้องบอลรูมในโรงแรม” คุณก้อง เริ่มจากความต้องการแรกเมื่อครั้งที่มองหาสถานที่จัดงานแต่งงานในกรุงเทพ แล้วพบว่าห้องบอลรูมในโรงแรมมันไม่ตอบโจทย์

“เราไม่จำเป็นต้องจัดงานแต่งในห้องสี่เหลี่ยมปิดทึบ หรือตัดเค้กในฉากสตูดิโอ เราควรจะเริ่มต้นชีวิตคู่ไปกับสถานที่แห่งความทรงจำ”

“มันทำให้ผมเริ่มมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานที่เป็น ‘บ้าน’ สถานที่ที่มีชีวิตชีวาอยู่ในนั้น เลยเป็นที่มาของคฤหาสน์หลังนี้ครับ” คุณก้องพูดถึง Villa De Bua คฤหาสน์สไตล์โคโลเนียล ที่ได้การออกแบบจากทีมสถาปนิกและอินทีเรียดีไซเนอร์ กับไอเดียของคุณก้องมาประกอบเข้าด้วยกัน “ผมชอบเรื่องราวหลังกำแพง อิฐทุกก้อนของบ้านแต่ละหลังมันมีเรื่องราวของมันอยู่ ยิ่งทำให้ผมใส่ใจกับทุกรายละเอียดในบ้านหลังนี้ และตั้งใจทำให้มันเป็น ‘บ้าน’ ที่มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างอย่างแท้จริง”

ห้องโถงของ ‘บ้าน’ ที่คุณเป็นเจ้าของ

ด้วยแนวคิดเริ่มต้นของคุณก้อง ทำให้ห้องโถงแรกที่จะเปิดต้อนรับแขกจึงไม่ใช่จุดลงทะเบียนหน้าห้องจัดเลี้ยง แต่กลับเป็นโถงบันไดที่ประดับประดาไปด้วยกรอบรูปภาพของบ่าวสาวที่ติดอยู่บนผนัง และตั้งอยู่บนเปียโนขนาดกลาง กับชุดโซฟาขนาดเล็กที่เป็นมุมรับแขกของคฤหาสน์หลังนี้ ราวกับว่า นี่คือ ‘บ้าน’ ที่บ่าวสาวเชิญแขกมาเลี้ยงฉลองในวันพิเศษของพวกเขา สร้างความอบอุ่นของสถานที่ที่เปรียบเหมือนบ้านของตัวเอง

ลูกบิดประตูแกะลายไทยดอกพุดตาล

“ผมออกแบบทุกอย่างแบบที่คิดเอาไว้ในหัว เริ่มวางแผนว่าอยากได้บ้านซักหลังในสไตล์ที่คุ้นเคย โดยผสานวัสดุไทยๆ เข้ากับสถาปัตยกรรมยุโรป แบบที่เรามักจะคุ้นกันในรูปแบบของวังโบราณ ยุครัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา”

 

“ความอบอุ่น และเป็นกันเอง คือสิ่งที่ผมคาดหวังให้แขกในงานแต่งสัมผัสถึง เลยตั้งใจให้รูปทั้งหมดบนผนังสามารถเปลี่ยนเป็นภาพบ่าวสาว ที่เป็นเสมือน ‘เจ้าของบ้าน’ ที่เชื้อเชิญแขกในงานทุกคนมาร่วมกันแสดงความยินดี ในวันที่เขาทั้งคู่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน”

ห้องบอลรูมในยุโรปนิยมใช้พื้นไม้ขัดมันสำหรับเต้นรำ ที่เจ้าของจะเปิดต้อนรับแขกทุกครั้งเมื่อมีงานเลี้ยงฉลองใหญ่ๆของบ้าน เช่นเดียวกับ Villa De Bua ที่จัดพื้นที่ปีกขวาของบ้านให้เป็นห้องจัดเลี้ยงอันโอ่โถง จัดสัดส่วนให้ทั้งสองด้านเปิดรับแสงและวิวสวนได้เต็มที่ หรือจะเปิดประตูกระจกเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดงานเลี้ยงและรับลมเย็นๆ ให้ได้บรรยากาศกึ่งเอาท์ดอร์แบบที่บ่าวสาวไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องฟ้าฝน หรือความอบอ้าวของอากาศบ้านเรา

“ห้องจัดเลี้ยงของ Villa De Bua เน้นเรื่องการโฟลว์ของแขกที่เป็นอิสระครับ บรรยากาศของการจัดงานแต่งงานที่นี่ก็จะได้ความอบอุ่น เป็นกันเอง เป็นอารมณ์ของงานเลี้ยงที่สังสรรค์กันในหมู่เพื่อนฝูงและญาติสนิท เป็นบ้านหลังใหญ่ที่บ่าวสาวเป็นเจ้าของบ้านอย่างแท้จริง”

“พื้นที่สวนด้านข้างสามารถเปิดบานประตูกระจกทั้งหมดออกไปเพื่อเพิ่มพื้นที่ของงานให้กว้างขวางขึ้นได้ หรือถ้าแขกจำนวนไม่มาก ก็สามารถกั้นบริเวณให้ดูกะทัดรัด แต่ยังรับแสงธรรมชาติจากภายนอก เพื่อเพิ่มความโปร่งของห้องให้มากขึ้นกว่าเดิมได้”

ห้องพิธีการชั้น ๒ การผสมผสานแบบ East meet West

“ห้องพิธีการนี้จะผสมความไทยเข้ามาเพิ่ม ปูคิ้วไม้สักที่ผนังและเสริมความโมเดิร์นด้วยคานเปลือยหุ้มไม้สักกับโคมไฟที่มีกลิ่นอายแบบคันทรี สามารถจุแขกได้ประมาณ ๕๐-๘๐ ท่าน ก็จะเหมาะสำหรับพิธีสงฆ์ช่วงเช้า พิธีหมั้น และพิธีรดน้ำสังข์  ที่สำคัญคือ ระเบียงด้านข้างห้อง สามารถมองลงไปเห็น English Garden ด้านหลังบ้าน ที่เจ้าบ่าวมักจะใช้เป็นจุดตั้งขบวนแห่ขันหมากได้ด้วยครับ”

ถัดมาจากห้องพิธีการ คือห้องแต่งตัวที่ Villa De Bua ตั้งใจตกแต่งขึ้นเพื่อให้บ่าวสาวแต่งหน้าทำผมแบบเป็น Secret Room ของเจ้าของบ้านโดยเฉพาะ “อันนี้ก็มาจากประสบการณ์ที่เราเองพยายามหาสถานที่จัดงานแต่งงานแล้วรู้สึกว่า เค้าไม่ให้ความสำคัญกับห้องแต่งตัวกันซักเท่าไหร่ เลยอยากทำให้บ่าวสาวรู้สึกเป็นส่วนตัวที่สุด ในห้องที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างครบ คือมีห้องน้ำในตัว โต๊ะเครื่องแป้ง กระจกเต็มตัว และชุดโซฟาเซ็ตใหญ่ ที่สำคัญคือ ห้องนี้ผมตั้งใจประดับด้วยภาพสีน้ำมันที่มีสไตล์แตกต่างกัน เป็นเหมือนคอลเลคชั่นงานศิลปะของเจ้าของบ้าน เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่านี่คือพื้นที่ส่วนตัวของบ่าวสาวจริงๆ”

เมื่อเดินออกมาจากห้องพิธีการ ผ่านระเบียงที่มองเห็นวิวสวนด้านหลังบ้าน ก็จะเจอกับห้องนอนสีชมพูพาสเทลพร้อมเครื่องเรือนสีขาวสะอาดตา “ห้องนี้เป็นห้องส่งตัว ที่ตั้งใจจัดให้ดูหวานที่สุดเพื่อเจ้าสาวโดยเฉพาะเลยครับ คือมันเริ่มมาจากไอเดียที่ว่า จะทำยังไงให้ห้องส่งตัวนั้นสมกับเป็นห้องของผู้หญิงที่สวยที่สุดของงาน ซึ่งจากที่ผมไปรีเสิร์ชมาทั้งหมดก็พบว่า สีชมพูนี่แหละ ที่จะขับชุดสีขาวของเจ้าสาวให้โดดเด่นได้มากที่สุด ซึ่ง…

กว่าที่จะลงตัวเป็นสีชมพูเฉดที่เห็นอยู่นี้ Villa De Bua ก็ทดลองทากันเป็นสิบๆเฉด เพื่อให้ได้สีของห้องที่หวานที่สุด และทำให้เจ้าสาวสวยที่สุดเมื่ออยู่ในห้องห้องนี้นั่นเอง”

บ่าวสาวคู่ไหนที่อยากหนีสถานที่จัดงานแต่งงานรูปแบบเดิมๆ กันอยู่ล่ะก็ เราเชื่อว่า Villa De Bua เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานอีกแห่ง ที่มีคอนเซปท์เหมาะกับคุณ แถมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพราะ Villa De Bua จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ฉลองวันสำคัญของชีวิต ใน ‘บ้าน’ ของคุณอย่างแท้จริง

แบบชุดแต่งงาน ไทย สมัยออเจ้า

แบบชุดแต่งงาน ไทย สมัยออเจ้า

ชุดแต่งงาน เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย วันนี้เราจะมาย้อนให้ดูชุดแต่งงานช่วงอยุธยาตอนปลายที่เคยปรากฏอยู่ในละครเรื่องต่างๆ ยกตัวอย่าง ละครยอดฮิตเรื่อง พิศสวาท  เป็นชุดแต่งงานไทยโบราณของฝ่ายเจ้าสาว ที่แต่งเลียนแบบชุดในยุคสมัยนั้น ประกอบด้วยผ้า 3 ผืน ซึ่งเป็นผืนเด็ดๆที่ทั้งสวยงามและสูงค่าด้วยกันทั้งหมด

ผ้านุ่งผืนงาม จาก “ผ้าเข้มขาบ” ผ้าทอไหมยกดิ้นไหมทองเป็นลายริ้วทั้งผืน โดยในสมัยอยุธยาจัดเป็นผ้าที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ที่ครอบครองจึงต้องเป็นผู้มีอันจะกิน มีฐานะ  อย่างน้อยพื้นเพเดิมก็ต้องเป็นครอบครัวขุนน้ำขุนนางมีเงินอยู่ในเกณฑ์คหบดีมิใช่ชาวบ้านไก่กา ส่วนลักษณะการนุ่งเป็นแบบจีบมีกรวยเชิงซึ่งเป็นส่วนที่แสดงความวิจิตรตระการตาของผ้า หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ “จีบหน้านาง”

จากผ้านุ่งก็ต่อด้วยผ้าสไบแพรจีบสีเขียวเข้มมาห่มแล้วทับด้วยผ้าสะพักแดงเข้มและแต่งด้วยเครื่องถนิมพิมพ์พาภรณ์เป็นอันจบพิธี โดยได้เลือกแต่งสีตามวันอย่างความเชื่อโบราณและใช้คู่สีที่ตัดกันอย่างโดดเด่นเนื่องมาจากการค้นคว้าของผู้แต่งที่พบว่าผู้คนในยุคนั้นนิยมแต่งกายด้วยสีสดและตัดกัน

สำหรับการแต่งกายของเชื้อพระวงศ์ที่คนธรรมดาสามัญไม่อาจใช้ได้นั้นจะใช้ผ้ากรองทองนุ่งห่มแทนผ้าสะพัก ซี่งผ้าสะพักนั้นถือว่าหรูหราสมฐานะสำหรับคนธรรมดาแล้ว

ชุดกาบคำ

เรื่องราวในประวัติศาสตร์เล่าถึง “ชุดกาบคำ” ว่าเป็นเครื่องแต่งกายในวาระพิเศษของกษัตริย์แห่งราชสำนักมัณฑะเลย์ นอกจากนี้ยังเป็นชุดที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องยศแก่เจ้าฟ้า มหาเทวี เมืองเชียงตุงและไทยใหญ่ รวมถึงหัวเมืองประเทศราชและรัฐในปกครองทั้งหลาย ที่ได้ส่งเครื่องบรรณาการมาถวายเพื่อขอสวามิภักดิ์ ซึ่งการมอบ ชุดกาบคำ ให้ในลักษณะนี้นอกจากจะเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมการแต่งกายแล้ว ยังเป็นเหมือนการส่งมอบสัญลักษณ์ให้คนในปกครองได้ใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของหลายประเทศในยุคล่าอาณานิคม นอกจากนี้ ชุดกาบคำ ยังได้รับอิทธิพลมาจาก “ชุดมหาลดา” ของราชสำนักพม่า ซึ่งได้รับช่วงต่อมาจากพุทธศาสนาอีกทอดหนึ่ง เกี่ยวกับ “ชุดมหาลดาปสาธน์” ของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ที่มีการปักดิ้นเงินดิ้นคำ เพชรนิลจินดาและสวมชฎารูปนกยูง ตามพุทธประวัติอีกด้วย

ผ้าซิ่นไหมคำเมืองเชียงตุง

เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าซิ่นบัวคำ เป็นซิ่นของราชสำนักไทเขิน  เนื่องด้วยเชียงตุงเป็นเมืองการค้าระหว่างล้านนา จีน พม่า จึงรับเอาวัฒธรรมต่างๆมาผสมผสานผ่านผืนผ้าได้อย่างลงตัว ตัวซิ่นจะทอยกมุมด้วยไหมคำโดยนำทองคำหรือเงินหรือกาไหล่ทอง มารีดเป็นเส้นแบบยาว แล้วเอามาตีเกลียวกับเส้นใย ส่วนมากเป็นฝ้ายแล้วนำมาทอ

ชุดผ้าซิ่นตีนจก

เป็นการแต่งกายนุ่งซิ่นตีนจก เป็นการห่มผ้า ใช้เครื่องประดับเกล้าผมอย่างล้านนาชัดเจน ก่อนที่จะมาเปลี่ยนการแต่งกายให้เหมือนอย่างชาวอยุทธยา ในภายหลัง

ชุดกุลสตรีไทย

เป็นการนุ่งโจงกระเบน เวลาไปวัดก็จะมีห่มสไบด้วย พัฒนามาถึงตอนอยู่ที่พระนคร ก็จะแต่งตัวขึ้นมาอีกนิดหนึ่งเป็นเสื้อแขนยาวปิดถึงคอเลย มีพัฒนาการในการแต่งตัวสวยงามตามยุคนั้นๆ